รายงาน Global Fund Manager Survey (FMS) ของ Bank of America Securities ล่าสุดประจำเดือนกุมภาพันธ์ ระบุในรายงานหัวข้อว่า Magnificent Sentiment ซึ่งสะท้อนว่าตลาดทุนจะเข้าสู่ Bull Market แน่นอน ซึ่งความสำเร็จในการลงทุน ไม่ได้เกิดจากแค่ Sentiment ที่สดใส แต่บริบทของการลงทุน (Narrative) และ Fundamental หรือปัจจัยพื้นฐานก็ต้องสอดรับด้วย

ttb เตรียมขออนุมัติจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 2 อัตรา 0.055 บาทต่อหุ้น คำพูดจาก เว็บสล็อตเว็บตรง

BCPG เปิดงบผลการดำเนินงานปี 2566 พร้อมจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลัง

โดยนายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุถึง 5 ธีมการลงทุนปีนี้ที่น่าสนใจ

1. Magnificent Seven เป็นธีมที่ถูกถามถึงมากที่สุด ด้วยการเติบโตสูงที่มาพร้อมกับคุณภาพ Magnificent Seven (M7) เป็นธีมลงทุนที่ทั่วโลกเห็นไปทางเดียวกันมากที่สุดอันดับหนึ่งมายาวนานนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 โดยผลตอบแทนของ Bloomberg Magnificent 7 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรงถึง 84% และตั้งแต่ต้นปี 2024 ถึงตอนนี้บวกไปแล้วถึงกว่า 11%

เหตุผลของการลงทุนธีม M7 คือภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ถดถอย นักลงทุนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีเงินสดเหลือ และเมื่อคิดลงทุน หุ้น M7 ก็มักเป็นตัวเลือกแรกต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021

5 ธีมลงทุนที่ทั่วโลก ถามถึงมากที่สุดในปีมังกร 2024

M7 ไม่ใช่แค่การรวมหุ้นใหญ่เติบโตสูงอย่าง Nvidia (NVDA), Amazon.com (AMZN) หรือ Tesla (TSLA) เข้าด้วยกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานเข้ากับหุ้นใหญ่ High Quality Tech อย่าง Apple (AAPL), Meta Platforms (META), Alphabet (GOOGL) และ Microsoft (MSFT)

การผสมผสานนี้ทำให้ทั้งกลุ่มการลงทุน ไม่ดูแพงเกินไป ในขณะเดียวกันแนวโน้มการเติบโตก็ยังคงสูงกว่าตลาด แต่ความเสี่ยงที่ต้องระวังของ M7 คือรายได้ที่สุดท้ายต้องชะลอตัวลง และการกำกับควบคุมที่จะเข้มงวดขึ้น ประเด็นเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับหุ้น Tech ในอดีตปี 2000 เป็นที่มาของ Dot Com Crisis มาแล้ว

2. AI รับแรงหนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แรงส่งหลักมาจากการที่นักลงทุนพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจเติบโต และกลุ่มเทคโนโลยี คือกลุ่มที่ตลาดมองว่ามีโอกาสสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งมานานนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2020 ล่าสุดดัชนี Index Artificial Intelligence ก็ตอกย้ำด้วยการทำผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมากว่า 40%

ธีม AI ได้รับความสนใจมาก จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับธีมปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต เช่น ไฟฟ้า PC หรือ Internet นอกจากนี้ ก็มีแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย CHIPS and Science Act และนโยบายการเงินที่คาดว่าจะผ่อนคลายในปีนี้ ขณะเดียวกันธีม AI ประกอบด้วยหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ความเสี่ยงที่ต้องระวังเพิ่มเติม คือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจพลิกกลับไปถดถอย

3. หุ้นจีน เป็นเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มการลงทุนที่มีคนสนใจว่าควร “ขายทิ้ง” ไม่ใช่ถือต่อ สะท้อนด้วยดัชนี MSCI China Index ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาที่ปรับตัวลดลงกว่า 26%

นักบริหารเงินทั่วโลกลงความเห็นว่าธีม “ขายหุ้นจีน” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุดอันดับสอง รองจากธีมซื้อหุ้น M7 เหตุผลหลักคือตลาดมองว่าโครงสร้างการเติบโตของจีนเปลี่ยนไปแล้ว การกระตุ้นของภาครัฐไม่มีผลเหมือนสมัยก่อน อีกทั้งความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็ไม่มีวี่แววที่จะกลับมาปรองดอง

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ขายแล้วไม่ลง สามารถเป็นโอกาสในการฟื้นตัวได้เช่นกัน นักบริหารเงิน 33% ของตลาดอยากเห็นการแก้ไขปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ให้จบเสียก่อน ส่วน 14% เชื่อว่าความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต้องลดระดับลงจนนักลงทุนสหรัฐฯ กล้าที่จะกลับมาลงทุน และ 9% ต้องการการกระตุ้นเชิงนโยบายที่มากพอให้นักลงทุนรายย่อยของจีนกล้ากลับเข้าลงทุน

4. ญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่กลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบกว่า 40 ปีดัชนี Nikkei 225 ทำผลงานบวกช่วงปีที่ผ่านมาถึง 33% และต้นปีนี้ก็ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องแล้วกว่า 10% ถือเป็นการลงทุนรายประเทศที่ดีที่สุด

เหตุผลของการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของหุ้นญี่ปุ่นรอบนี้ค่อนข้างแข็งแกร่ง ไล่ตั้งแต่การปรับระดับบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ส่งผ่านผลตอบแทนกลับให้นักลงทุนมากขึ้น บวกกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ส่งผลให้บริษัทปรับค่าจ้างพนักงาน เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจ ผู้บริหารเงินทั่วโลกมองว่าโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลบวกกับหุ้นญี่ปุ่นได้ไกลเกินกว่าปี 2024 อีกด้วย

ความเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือการกลับทิศนโยบายการเงินเป็นเข้มงวด ที่อาจทำให้เงินเยนแข็งค่า กระทบกับแนวโน้มกำไรของบริษัทในอนาคต

5. อินเดีย ประเทศที่นักลงทุนหลายท่านเชื่อว่าจะเป็นตัวแทนของเอเชียแทนที่จีนหุ้นอินเดียเป็นการลงทุนที่นักลงทุนเอเชียมองบวกมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น และในช่วงปีที่ผ่านมา MSCI India Index บวกขึ้นแข็งแกร่งถึง 28%

นอกจากอินเดียจะมีการเติบโตของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเหตุผลหลักของการลงทุนแล้ว ปีนี้ก็มีการเลือกตั้งรออยู่ โดยตลาดเชื่อว่าจะสร้างความต่อเนื่องให้กับนโยบายเศรษฐกิจทั้งเรื่องภาษีและการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของหุ้นอินเดีย คือองค์ประกอบของตลาดที่หุ้นส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเก่า เช่น การเงิน พลังงาน และวัสดุก่อสร้าง แนวโน้มการเติบโตที่สูง จึงทำให้ราคาหุ้นแพง มีความเสี่ยงปรับฐานสูงกว่าธีมอื่น

นายจิติพล กล่าวเสริมว่า เชื่อว่านักลงทุนคงเข้าใจโอกาสและความเสี่ยงของทั้ง 5 ธีมยอดนิยมปีมังกรนี้มากขึ้น ในมุมมองของการลงทุนในธีมสุดฮิตเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิด แต่ต้องเข้าใจว่าเมื่อนักลงทุนสนใจมาก ราคาก็มีโอกาสผิดจากพื้นฐานมาก ไม่มีใครบอกได้ 100% ว่าเราอยู่จุดเริ่มต้นหรือจุดจบของฟองสบู่การเงินเหล่านี้

สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องมองให้ออกว่าอะไรคือความเสี่ยง อะไรคือสิ่งที่อาจทำให้ฟองสบู่ของความนิยมนี้แตกลงได้ และต้องไม่ลืมที่จะกระจายการลงทุนให้เหมาะสม เมื่อรู้ว่าเป็น Crowded Trade ยิ่งไม่ควรให้พอร์ตลงทุนของเรา กระจุกอยู่ในธีมเหล่านี้ ธีมใดธีมหนึ่งมากเกินไป

ที่มา :SETInvestnow

ย้อนความสัมพันธ์ 32 ปี “สมเด็จฮุน เซน – ทักษิณ” แนบแน่นแค่ไหน?

ผลบอลพรีเมียร์ลีก แมนฯซิตี้ ชนะ เบรนท์ฟอร์ด ฮาลันด์ ซัดประตูโทน

ธปท.เพิ่ม “วันหยุดธนาคาร” รับลูก ครม. สงกรานต์นี้หยุดยาว 12-16 เม.ย.67

By admin